สักกึ่งถาวรอยู่ได้นานแค่ไหน — เหตุผลจริง ๆ ที่ทำให้สีจางเร็ว มีอยู่ต่างหาก
"ทำสักกึ่งถาวรมาได้ประมาณ 1 ปีแล้ว คิ้วจางไปเยอะเลยค่ะ ผิดปกติหรือเปล่าคะ…"
"สักกึ่งถาวรมันอยู่ได้ตลอดชีวิตไม่ใช่เหรอคะ ทำไมต้องทำซ้ำอีก?"
นี่คือคำถามที่คนซึ่งค้นหาคำว่า 'ระยะเวลาการติดสีของสักกึ่งถาวร' แล้วแวะเข้ามา ถามกันมากที่สุดค่ะ
สวัสดีค่ะ ดิฉัน CYAN(HSIN SIAN) ผู้อำนวยการ CYAN PMU ค่ะ ^^
ดิฉันเป็นอาร์ทิสต์ PMU ที่มาจากสายนักจิตวิทยาคลินิกวุฒิบัตรระดับชาติ เปิดสตูดิโออยู่ที่ย่านฮงแด (เขตมาโพ) กรุงโซล และลงมือทำบริการมาแล้วกว่า 30,000 เคส คำถามที่ได้รับบ่อยพอ ๆ กับจำนวนเคสก็คือ "อยู่ได้นานแค่ไหน?" และ "เมื่อไหร่ต้องทำซ้ำอีก?" นี่แหละค่ะ วันนี้ดิฉันจะสรุปเรื่องระยะเวลาการติดสี รอบการเติมสี และวิธีดูแลให้สีอยู่ได้นาน ให้ครบในที่เดียวเลยค่ะ ^^
สักกึ่งถาวรอยู่ได้นานแค่ไหนกันแน่?
ระยะเวลาการติดสีของสักกึ่งถาวรโดยทั่วไปอยู่ที่ราว 1~3 ปี ขึ้นอยู่กับบริการและสภาพผิว และมันไม่ใช่ตัวเลขตายตัว แต่เป็นช่วงกว้าง ๆ ซึ่งมีเหตุผลอยู่ค่ะ
สักกึ่งถาวร (PMU) คือการค่อย ๆ ลงเม็ดสีโทนธรรมชาติอย่างละเอียดลงบนผิวชั้นตื้น จึงไม่ใช่การฝังลึกลงชั้นหนังแท้เพื่อให้ติดถาวรตลอดชีวิตแบบรอยสัก ด้วยเหตุนี้เมื่อเวลาผ่านไป สีจึงค่อย ๆ จางลงเป็นเรื่อง ปกติ ค่ะ ในบรรดาตำแหน่งต่าง ๆ สักคิ้วมักติดสีได้นานที่สุด ส่วนปากและขอบตาจะมีความต่างค่อนข้างมากตามพฤติกรรมการใช้ชีวิต ส่วนหนังศีรษะ (SMP) เป็นการสร้างขึ้นด้วยความหนาแน่นของจุด จึงติดสีได้ค่อนข้างนาน แต่แทนที่จะฟันธงว่า 'กี่ปี' ควรเข้าใจว่ามันต่างกันมากตามสภาพหนังศีรษะ แสงแดด และพฤติกรรมการใช้ชีวิต จึงจะแม่นยำกว่าค่ะ
แม้จะทำบริการเดียวกัน แต่ระยะเวลาการติดสีต่างกัน ก็เพราะประเภทผิว (ความมัน·รูขุมขน·ความหนา) การโดนแสงแดด และนิสัยการดูแล ล้วนต่างกันหมด ยิ่งเป็นที่ที่ซื่อตรงมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งบอกเป็นช่วงกว้าง ๆ มากขึ้นเท่านั้นค่ะ
✔ ระยะเวลาการติดสีไม่ใช่ตัวเลขตายตัว แต่อยู่ในช่วงราว 1~3 ปี
✔ คิ้วมักอยู่ได้นาน ส่วนปากและขอบตามีความต่างค่อนข้างมาก
✔ SMP ค่อนข้างอยู่ได้นาน แต่ยากที่จะฟันธงว่า 'กี่ปี'
ความคงทนไม่ใช่ตัวเลขตายตัว แต่เป็นช่วงที่ผิวของคุณกำหนด
ความต่างของบริการแต่ละตำแหน่ง ดูได้ที่ แนะนำบริการ ค่ะ

'กึ่งถาวร' ไม่ได้แปลว่าถาวร
คำว่า 'กึ่ง' ใน 'กึ่งถาวร' สื่อว่า 'สีจะค่อย ๆ จางลงเมื่อเวลาผ่านไป (ซีดจาง)' ไม่ได้หมายความว่า 'ติดอยู่ครึ่งหนึ่งไปตลอดกาล' ค่ะ
หลายคนคิดว่า "ในเมื่อเป็นกึ่งถาวร ก็ต้องอยู่เหมือนเดิมไปตลอดชีวิต" ในทางกลับกัน การคิดว่า "พอเวลาผ่านไปเดี๋ยวมันก็หายไปเองจนเกลี้ยง" ก็ไม่ถูกต้องเช่นกันค่ะ สีจางลงก็จริง แต่เม็ดสีบางส่วนจะยังคงตกค้างอยู่นาน และอาจเหลือเป็น สีตกค้างที่ซีดและเพี้ยนไป ได้ ด้วยเหตุนี้ ถ้าคิดว่า "ยังไงก็ต้องลบออกอยู่แล้ว เอาเข้ม ๆ ไปเลย" แล้วจัดสีหรือดีไซน์เกินพอดี ภายหลังสีตกค้างอาจเหลืออยู่อย่างดูไม่เป็นธรรมชาติ หรือแก้ไขได้ยากขึ้นค่ะ
สักกึ่งถาวรไม่ใช่ทั้ง 'อยู่เหมือนเดิมตลอดชีวิต' และ 'หายไปจนเกลี้ยง' แต่เป็นบริการความงามที่สีค่อย ๆ จางลงและต้องอาศัยการดูแลค่ะ
หมายความว่าจะจางลง ไม่ได้หมายความว่าจะหายไป

ทำไมสีถึงจางลงเมื่อเวลาผ่านไป?
การที่สีจางหายไปนั้น มีสามสาเหตุที่ทำงานร่วมกัน ได้แก่ การผลัดเซลล์ผิว การกระจายตัวของเม็ดสี และแสงแดดค่ะ
อย่างแรก การผลัดเซลล์ผิว (รอบการผลัดเซลล์) ค่ะ ผิวชั้นนอกมีรอบการสร้างเซลล์ใหม่และผลัดเซลล์เก่าออกไปราว 28 วัน และเพราะเม็ดสีอยู่บนผิวชั้นตื้น ในกระบวนการนี้เม็ดสีชั้นผิวจึงถูกดันออกทีละนิดจนจางลง
อย่างที่สอง การกระจายตัวตามธรรมชาติของเม็ดสี ค่ะ เซลล์ภูมิคุ้มกันจะโอบจับอนุภาคแปลกปลอมแล้วค่อย ๆ ลำเลียงออกทางระบบน้ำเหลือง ยิ่งอนุภาคเล็กเท่าไหร่ก็ยิ่งกระจายตัวออกไปอย่างช้า ๆ
อย่างที่สาม แสงแดด (รังสียูวี) ค่ะ หากโดนแดดบ่อย เม็ดสีจะซีดเร็ว คนที่รูขุมขนกว้างและผิวมัน หรือมีกิจกรรมกลางแจ้งและเหงื่อออกมาก สีก็จะยิ่งจางเร็วขึ้น
✔ การผลัดเซลล์ผิว (รอบ 28 วัน)·การกระจายของเม็ดสี·แสงแดด คือ 3 สาเหตุหลักของการจางสี
✔ รูขุมขนกว้างผิวมัน หรือกิจกรรมกลางแจ้งและเหงื่อออกมาก สีจะยิ่งซีดเร็ว
ไม่ใช่สีหลุดออกไป แต่คือผิวถูกสร้างใหม่อยู่ตลอด

เติมสีเมื่อไหร่ และทำไมต้องเติม?
การเติมสีครั้งแรกไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็น 'ขั้นตอนเก็บงาน' ที่ทำให้สีสมบูรณ์ และมักทำในสัปดาห์ที่ 6~8 หลังทำครั้งแรก เพราะลำพังการทำครั้งแรกอย่างเดียวยังไม่ทำให้สีสมบูรณ์ค่ะ ตรงนี้มักสับสนเรื่องช่วงเวลากันได้ง่าย — ช่วง 4~6 สัปดาห์หลังทำครั้งแรก สีจะจางลงราว 30~40% เป็นจังหวะที่รู้สึกว่า "สีหลุดไปแล้ว" แต่ยังไม่ใช่จังหวะเติมสีค่ะ ต้องรอให้ผิวหมุนครบรอบ 28 วันหนึ่งรอบ จนสมานตัวสมบูรณ์และสีลงตัวในสัปดาห์ที่ 6~8 จึงค่อยเติมส่วนที่ยังเหลือน้อย และเก็บความสมดุลซ้าย-ขวากับสีให้สมบูรณ์ ผลลัพธ์ถึงจะออกมาสม่ำเสมอ หากยังไม่ครบเดือนแล้วฝืนสักทับซ้ำ สีอาจด่างบนผิวที่ยังสมานตัวไม่เสร็จได้ค่ะ
ด้วยเหตุนี้ การทำครั้งแรกจึงควรตั้งใจเริ่มแบบ อ่อน ๆ ค่ะ เพราะเป็นเรื่องปกติที่งาน PMU จะมีสีอ่อนลงหลังแผลหาย เราจึงยึดหลัก 'เติมเข้าง่ายกว่าเอาออก' โดยครั้งแรกลงสีแบบระมัดระวังไว้ก่อน แล้วค่อยเติมเต็มตอนเติมสี หลังจากงานสมบูรณ์แล้ว เมื่อสีเริ่มอ่อนและดีไซน์เริ่มเลือน ก็ค่อยพิจารณา เติมสีตามรอบ ได้ค่ะ ซึ่งไม่ใช่วันที่กำหนดตายตัว แต่ใกล้เคียงกับการดูแลที่ดูจากระดับความจางแล้วค่อยตัดสินใจมากกว่า
✔ เติมสีครั้งแรกทำในสัปดาห์ที่ 6~8 หลังทำครั้งแรก (4~6 สัปดาห์เป็นแค่ช่วงที่สีจางเท่านั้น)
✔ เริ่มสีแรกแบบอ่อน ๆ แล้วค่อยเติมเต็มตอนเติมสี ปลอดภัยกว่า
✔ การเติมสีตามรอบครั้งต่อ ๆ ไป ดูจากระดับความจางแล้วค่อยกำหนด
ถ้าสับสนระหว่างการจางที่ 4~6 สัปดาห์กับการเติมสีที่ 6~8 สัปดาห์ สีจะด่าง
การเติมสีรวมอยู่ในราคาหรือไม่ ตรวจสอบได้ที่ แนะนำราคา ค่ะ หากอยากรู้ทั้งกระบวนการพักฟื้น ทั้งอาการเจ็บ·สะเก็ด·น้ำเหลือง ดิฉันสรุปไว้เป็นขั้นตอนแล้วที่ คู่มืออาการเจ็บ·การพักฟื้นของสักคิ้ว ค่ะ

ดูแลอย่างไรให้ติดสีได้นาน?
ระยะเวลาการติดสีถูกกำหนดเกือบทั้งหมดจากช่วงพักฟื้น 2 สัปดาห์และการดูแลกันแดดในชีวิตประจำวันค่ะ สิ่งสำคัญที่สุดคือ อย่าฝืนแกะสะเก็ดบาง ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงพักฟื้น ต้องปล่อยไว้จนกว่ามันจะหลุดเอง สีตรงบริเวณนั้นถึงจะติดสม่ำเสมอ ในช่วงพักฟื้นให้ทามอยส์เจอไรเซอร์บาง ๆ บ่อย ๆ เพื่อป้องกันผิวแห้ง ส่วนในชีวิตประจำวัน การกันแดด คือหัวใจสำคัญ การป้องกันแสงแดดช่วยชะลอการซีดของสีได้ และควรระวังการทำพีลลิ่ง·ขัดผิวแรง ๆ โดยตรงบริเวณที่ทำ เพราะจะทำให้สีจางเร็วค่ะ
✔ สะเก็ดในช่วงพักฟื้น ห้ามแกะเด็ดขาด ปล่อยให้หลุดเองตามธรรมชาติ
✔ ช่วงพักฟื้นทามอยส์เจอไรเซอร์บ่อย ๆ หลังจากนั้นใส่ใจเรื่องกันแดด
✔ เลี่ยงการทำพีลลิ่ง·ขัดผิวแรง ๆ โดยตรงบริเวณที่ทำ
สิ่งที่กำหนดความคงทนไม่ใช่การทำ แต่คือสองสัปดาห์ของการฟื้นตัวและแสงแดดหลังจากนั้น

CYAN ออกแบบโดยคำนวณไปถึง 'สีในอีก 1~2 ปีข้างหน้า'
CYAN ออกแบบโดยยึดจากสีที่ยังดูเป็นธรรมชาติแม้จางลงแล้ว ไม่ใช่สีที่ดูสวยเฉพาะในวันที่ทำ เพราะแม้จะเป็นเม็ดสีเดียวกัน แต่ก็อาจเพี้ยนไปทางโทนแดงหรือโทนเทาเมื่อเวลาผ่านไป ตามอันเดอร์โทน·ความมัน·ความหนาของผิวได้ ผู้อำนวยการเป็นอาร์ทิสต์ PMU ที่มาจากสายนักจิตวิทยาคลินิกวุฒิบัตรระดับชาติ เลือกสีโดยคำนวณย้อนกลับจาก "สีที่จะลงตัวในอีก 1~2 ปีข้างหน้า" ไม่ใช่ "ตอนนี้" บนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์เม็ดสีและประสบการณ์ทำบริการกับผิวหลากเชื้อชาติ (กว่า 30,000 เคส) การควบคุมความลึกให้สม่ำเสมอด้วยเครื่องมือที่ออกแบบในหน่วย 0.1mm ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ช่วยให้สีจางลงอย่างเสมอกัน และเพราะเป็นสตูดิโอเดียวที่ย่านฮงแด (เขตมาโพ) กรุงโซล การที่มือเดิมดูแลต่อเนื่องไปจนถึงการเติมสี ก็เป็นข้อดีต่อการคงสภาพเช่นกันค่ะ
สีที่สวยวันนี้ กับสีที่ยังดูธรรมชาติในอีกสองปี ไม่ใช่สีเดียวกัน

7. แต่ละบริเวณอยู่ได้นานต่างกันไหม?
คนเดียวกันแต่บริเวณต่างกัน ความเร็วในการจางก็ต่างกัน
ระยะเวลาคงอยู่คือช่วงจนกว่าสีจะจางลงจนสังเกตเห็น และความเร็วในการผลัดเซลล์ของผิวมีส่วนมากตรงนี้ รอบผลัดเซลล์คือวงจรที่เซลล์ผิวถูกดันขึ้นมาใหม่และเปลี่ยนแทนที่ ริมฝีปากมีรอบนี้เร็วและถูกกระตุ้นบ่อย จึงมักจางก่อนคิ้ว ส่วนหนังศีรษะโดนแดดมากจึงซีดเร็วด้วยเหตุผลอีกอย่าง
✔ ปาก — น้ำลาย อาหาร และการผลัดเซลล์ซ้อนกัน มักเร็วที่สุด
✔ คิ้ว — บริเวณที่การดูแลทำให้ผลต่างกันมากที่สุด
✔ หนังศีรษะ — แสงแดดเป็นตัวกำหนดใหญ่
การเติมสีคือขั้นที่เก็บส่วนที่ครั้งแรกยังไม่ติดครบเพื่อดันความสมบูรณ์ขึ้น และกำหนดช่วงเวลาแยกกันไปตามบริเวณ
บริเวณต่างกัน ก็ต้องตั้งความคาดหวังเรื่องความคงอยู่ต่างกัน

สีไม่ได้เกิดขึ้น 'บนผิว' แต่เกิด 'ในผิว' ค่ะ
เริ่มจากเรื่องนี้ก่อนนะคะ สีของสักกึ่งถาวรไม่ใช่การทาบนผิว แต่ต้องเซ็ตตัวอยู่ 'ข้างใน' ผิวค่ะ
ผิวเราซ้อนกันเป็นชั้นๆ จากบนลงล่างคือ หนังกำพร้า หนังแท้ และชั้นไขมันใต้ผิว ชั้นบนสุดคือหนังกำพร้าเป็นเกราะป้องกันบางๆ ที่ไม่มีหลอดเลือด และเป็นชั้นที่เซลล์ผลัดใหม่ทุกๆ ราวหนึ่งเดือน (ประมาณ 28 วัน) ถัดลงมาคือหนังแท้ ซึ่งหนากว่าหนังกำพร้าถึง 15~40 เท่า เป็นเนื้อผิวจริงๆ ที่รวมหลอดเลือด เส้นประสาท และคอลลาเจนไว้ค่ะ
สีสักกึ่งถาวรต้องวางอยู่ตรงรอยต่อที่ทั้งสองชั้นนี้มาบรรจบกัน นั่นคือส่วนบนสุดของหนังแท้ (ชั้นแพพิลลารี) พอดี ถึงจะสวยค่ะ ถ้าตื้นเกินไปอยู่แค่ในหนังกำพร้าล่ะ? ทุกเดือนพอผลัดขุยผิว สีก็จะหลุดออกไปหมด แต่ถ้าโลภลงลึกเกินไป สีก็จะเลอะ หรือสีที่อยู่ลึกส่องผ่านหนังกำพร้าจนลอยเป็นสีเทาอมฟ้า
(เรียกว่าปรากฏการณ์ทินดอลล์) เพราะฉะนั้น 'เลือกสีสวยไหม' ยังไม่สำคัญเท่า 'วางไว้ตรงความลึกที่พอดีอย่างแม่นยำหรือเปล่า' ค่ะ การติดสีและความคงทนเริ่มต้นจากตรงนั้นค่ะ

การติดสีจริง = สีสักที่ลงไป + อันเดอร์โทนของผิวเรา
แยกต่างหากจากความสว่างของผิวนะคะ ใต้ผิวเรามีโทนสีพื้นที่อบอุ่นหรือเย็นซ่อนอยู่ นี่แหละคืออันเดอร์โทนค่ะ
โทนสีนี้เกิดจากสามอย่างค่ะ ฮีโมโกลบิน (แดง บางทีก็ฟ้า) แคโรทีน (เหลือง) และเมลานิน (น้ำตาล·ดำ) ดังนั้นสีสุดท้ายที่เรามองเห็นในงานสักกึ่งถาวร คือผลของ 'อันเดอร์โทนของผิวเรา' ที่มาซ้อนทับอีกชั้นบน 'สีสักที่เราลงไป' ถ้าอ่านอันเดอร์โทนผิด หลังทำก็จะเซ็ตตัวเป็นสีที่ต่างไปเลย หรือดูเหมือนสีเพี้ยนค่ะ
คิดง่ายๆ ก็เหมือนคัลเลอร์คอเรกเตอร์ตอนแต่งหน้าเป๊ะเลยค่ะ รอยแดงใช้สีเขียว รอยช้ำ/รอยเขียวใช้สีแอปริคอตกลบใช่ไหมคะ สักกึ่งถาวรก็เหมือนกัน ถ้าใช้สีคิ้วเทาเย็นบนผิวที่มีรอยแดง สีก็จะลอยเป็นโทนเทา ดังนั้นผิวเย็น (อมฟ้า) เราใช้สีน้ำตาลเบสส้ม
ส่วนผิวอุ่นเราใช้สีสักโทนเย็นที่มีเหลืองผสมเพื่อจัดสมดุลค่ะ หลักการง่ายมากค่ะ อันเดอร์โทนเย็นชดเชยด้วยสีอุ่น อันเดอร์โทนอุ่นทำให้เป็นกลางด้วยสีเย็น

ความมันกับรูขุมขน — ดีไซน์เดียวกันความคมชัดก็ต่างกัน
ชนิดผิวไม่ได้ชี้แค่เรื่องสีนะคะ เนื้อสัมผัสของผิวก็ทำให้ผลลัพธ์ต่างกันค่ะ
ในหนังแท้มีต่อมไขมันกระจายอยู่ ผิวที่มันมากและรูขุมขนกว้าง ระหว่างที่สีกำลังเซ็ตตัว ขอบเส้นมักจะละลายนุ่มลงง่ายค่ะ เส้นบางๆ จึงคงความคมชัดได้ยาก และยิ่งเวลาผ่านไปยิ่งเลือน ตรงกันข้าม ผิวแห้งและบางสีจะคมชัด แต่ก็ไวต่อการระคายเคือง จึงต้องลงความลึกให้ตื้นลงอีกขั้นค่ะ
เพราะฉะนั้นดีไซน์เดียวกัน เราก็ใช้มือต่างกันค่ะ ผิวมัน/รูขุมขนกว้าง แทนที่จะลงเส้นถี่เกินไป เราจะพิจารณาเทคนิคที่เน้นเส้นขนพร้อมสีที่เข้มขึ้นหนึ่งโทน ส่วนผิวแห้ง/ผิวบาง
เราเลือกสีนุ่มที่ความลึกตื้นๆ เมื่อผิวต่างกัน วิธีที่ใช้เพื่อให้ได้ผลลัพธ์แบบเดียวกันก็ต้องต่างกันด้วยค่ะ

ก่อนจากกัน
✔ ระยะเวลาการติดสีอยู่ในช่วงราว 1~3 ปี — สภาพผิวและการดูแลเป็นตัวกำหนด
✔ 'กึ่งถาวร' ไม่ได้แปลว่าถาวร แต่แปลว่าจางลง และทำให้สมบูรณ์ด้วยการเติมสีในสัปดาห์ที่ 6~8
✔ ไม่แกะสะเก็ด·ทามอยส์เจอไรเซอร์·กันแดด คือพื้นฐานที่ทำให้ติดสีได้นาน
หากมีคำถามเรื่องแผนการคงสภาพและการเติมสี สอบถามได้ที่ ปรึกษา·จองคิว ค่ะ นี่คือ CYAN(HSIN SIAN) ผู้อำนวยการ CYAN PMU ย่านฮงแด กรุงโซล ค่ะ
CYAN เป็นสตูดิโอเฉพาะทางด้านสักกึ่งถาวร (PMU) ไม่ใช่สถานพยาบาล ผลลัพธ์และระยะเวลาการติดสีขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูแลของแต่ละบุคคล และอาจมีผลข้างเคียง เช่น อาการแพ้สีสัก การติดเชื้อ หรืออาการบวม/แดงชั่วคราวได้ รายละเอียดเพิ่มเติมจะแจ้งให้ทราบในการปรึกษาก่อนทำบริการค่ะ
คำถามที่พบบ่อย
สักคิ้วกึ่งถาวร โดยทั่วไปอยู่ได้นานแค่ไหน?
ควรมองเป็นช่วงราว 1~3 ปีมากกว่าตัวเลขตายตัว จึงจะแม่นยำค่ะ เพราะสักกึ่งถาวร (PMU) คือการลงเม็ดสีบนผิวชั้นตื้น เมื่อเวลาผ่านไปสีจึงค่อย ๆ จางลงเป็นเรื่องปกติ หากดูตามตำแหน่ง คิ้วมักติดสีได้นานที่สุด ส่วนปากและขอบตาจะมีความต่างค่อนข้างมากตามสภาพผิวและพฤติกรรมการใช้ชีวิต ส่วนหนังศีรษะ (SMP) ค่อนข้างอยู่ได้นาน แต่แทนที่จะฟันธงว่า 'กี่ปี' ควรเข้าใจว่ามันต่างกันมากตามสภาพหนังศีรษะ แสงแดด และพฤติกรรมการใช้ชีวิต แม้จะเป็นบริการเดียวกัน ผลลัพธ์ก็ต่างกันตามความมัน·รูขุมขน·ความหนาของผิว การโดนแดด และนิสัยการดูแล ด้วยเหตุนี้ยิ่งเป็นที่ที่ซื่อตรงมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งบอกเป็นช่วงกว้าง ๆ ค่ะ
สักกึ่งถาวรไม่ใช่ถาวรเหรอ? แล้วพอเวลาผ่านไปมันจะหายไปเองจนหมดไหม?
ทั้งสองอย่างไม่ถูกต้องนัก คำว่า 'กึ่ง' ใน 'กึ่งถาวร' หมายถึงสีจะจางลงเมื่อเวลาผ่านไป ไม่ได้แปลว่า 'คงอยู่เหมือนเดิมตลอดชีวิต' และก็ไม่ได้แปลว่า 'หายไปเองจนสะอาดหมดจด' สีจางลงแน่นอน แต่อนุภาคสีบางส่วนอาจอยู่ได้นานและกลายเป็นสีตกค้างที่เพี้ยนอ่อนๆ ดังนั้นความคิดที่ว่า 'เดี๋ยวก็จางอยู่แล้ว ลงเข้มๆ ไปเลย' แล้วจัดสีและแบบให้เกินพอดี เราไม่แนะนำ เริ่มแบบระมัดระวังแล้วค่อยเติมด้วยการเติมสี ปลอดภัยกว่า
เติมสีต้องทำเมื่อไหร่? จำเป็นต้องทำไหม?
ควรกำหนดช่วงที่คุณมาได้ก่อน แล้วค่อยออกแบบครั้งแรก เพราะคนที่มาได้ในสองเดือนกับคนที่ยังไม่รู้ว่าจะมาเมื่อไร ต้องกำหนดความเข้มของครั้งแรกต่างกัน การเติมสีช้าไม่ใช่ปัญหาในตัวมันเอง ปัญหาคือลงไว้บางๆ โดยคิดว่าจะรีบมาเติม แล้วเวลาผ่านไป
อยากให้สักกึ่งถาวรติดสีได้นาน ต้องดูแลอย่างไร?
ในบรรดาปัจจัยที่มีผลต่อความคงทน สิ่งที่คุณเปลี่ยนเองได้มีไม่กี่อย่าง คือการโดนแดด ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ที่โดนบริเวณที่ทำ และการไม่ไปแตะต้องในสองสัปดาห์แรก ส่วนสภาพผิวหรือความเร็วในการผลัดเซลล์นั้นเปลี่ยนยาก ดังนั้นการดูแลจึงไม่ใช่การทำอะไรเพิ่ม แต่คือรักษาสามข้อนี้ไว้
ผลลัพธ์และระยะเวลาคงอยู่แตกต่างกันไปตามสภาพผิวและการดูแลของแต่ละบุคคล อาจเกิดอาการแพ้เม็ดสี การติดเชื้อ หรือรอยบวมแดงชั่วคราวได้ รายละเอียดจะแจ้งให้ทราบในการปรึกษาก่อนเข้ารับบริการ